วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2560

เริ่มต้นปีด้วยการวางแผนภาษีแบบง่ายๆ 5เทคนิคจากนักการเงิน

การ วางแผนภาษี ตั้งแต่เนิ่น ๆ ในช่วงต้นปีสามารถช่วยให้เราลดภาระภาษีจ่ายในปีนั้นๆ ได้ By k-expert

พูดถึงภาษี ที่ผ่านมาบางคนอาจจะไม่ได้สนใจ ยิ่งมนุษย์เงินเดือนเจอบริษัทหักไปทุกเดือน ไม่เคยลองเอามารวมกัน ก็รู้สึกว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่มากเท่าไร แต่พอถึงฤดูกาลยื่นภาษี ภายในเดือนมีนาคม ค่อยมาตกใจว่าทำไมเราเสียภาษีเยอะจัง จริงๆ แล้ว “ภาษี” คือ ค่าใช้จ่ายที่สามารถประหยัดได้
หากมีการวางแผนภาษีด้วย 5 เทคนิค วางแผนภาษี ดังนี้
  1. ประมาณการรายได้ทั้งปี เพื่อให้รู้ว่าในปีภาษีปัจจุบันนี้ เรามีรายได้ประมาณเท่าไร เสียภาษีในฐานอะไร จะได้วางแผนลงทุนเพื่อลดเงินได้สุทธิลง ทำให้เสียภาษีในฐานที่ต่ำลงค่ะ
  1. แจ้ง HR ให้หักลดหย่อนภาษีส่วนบุคคล เพื่อให้ภาษีที่หักนำส่งสรรพากรใกล้เคียงกับภาษีที่ต้องจ่ายจริง ทั้งสิทธิลดหย่อนส่วนตัว เช่น ค่าลดหย่อนบุตร ค่าลดหย่อนบิดามารดา ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน เป็นต้น
  1. ใช้สิทธิลดหย่อนให้เต็มที่ และลงทุนเพื่อประหยัดภาษี เริ่มจากการสำรวจสิทธิให้ครบถ้วน เพราะนอกจากค่าลดหย่อนส่วนตัวแล้ว ค่าลดหย่อนที่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม เช่น ค่าเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา ค่าเบี้ยประกันชีวิต เงินลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) หรือ เงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ต้องไม่ลืมนำมาหักลดหย่อนด้วย ซึ่งหากระหว่างปีมีรายได้เพิ่มก็ควรปรับแผนด้วยการลงทุนในกองทุน LTF/RMF ประกันชีวิต หรือประกันชีวิตแบบบำนาญเพิ่มขึ้น
  1. ขอคืนภาษีเงินปันผลที่เสียซ้ำซ้อน กรณีที่มีการลงทุนในหุ้นสามัญจดทะเบียน และได้รับเงินปันผล แนะนำให้ขอคืนภาษีเงินปันผล (เครดิตภาษีเงินปันผล) เนื่องจากเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทที่ลงทุนมีการเสียภาษีนิติบุคคลมาแล้วครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น และเมื่อผู้ถือหุ้นได้รับเงินปันผลจะต้องเสียภาษีเงินปันผล ณ ที่จ่ายอีก 10% ถือเป็นการจ่ายภาษีซ้ำซ้อน ดังนั้น หากผู้มีเงินได้เสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าภาษีนิติบุคคล (20%) แนะนำให้ใช้สิทธิขอคืนภาษีเงินปันผล
  1. เลือกยื่นแบบให้เหมาะ โดยเฉพาะคู่สามีภรรยา เพราะการเลือกแบบให้เหมาะกับตนเองและคู่สมรสจะช่วยให้สามารถประหยัดภาษีได้ค่ะ

*แยกยื่น เหมาะกับคู่สมรสที่มีเงินได้อยู่ในฐานภาษีเดียวกัน การแยกยื่นจะทำให้คู่สมรสได้รับการยกเว้นภาษี 150,000 บาทแรก จึงทำให้มีโอกาสเสียภาษีน้อยกว่าการรวมยื่นค่ะ
*ยื่นรวมเงินได้ทุกประเภ เหมาะกับคู่สมรสที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีรายได้ไม่สูงนัก แต่มีรายได้ไม่สูงมากนัก แต่มีรายการที่ใช้หักเป็นค่าลดหย่อนได้มาก
*ยื่นรวมเฉพาะเงินได้ประเภทอื่น เหมาะกับคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่มีเงินได้ประเภทเงินเดือนสูง และมีเงินได้ประเภทอื่น วิธีนี้จะช่วยให้ฐานภาษีของตนเองลดลง
เมื่อวางแผนภาษีแล้ว ควรลงมือทันทีค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนเพื่อประหยัดภาษี สามารถลงทุนทุกๆ เดือน เพื่อเป็นการเฉลี่ยต้นทุนได้


ข้อมูลจาก K-Expert 
ภาพประกอบ : กรมสรรพากร , aommoney , โพสต์ทูเดย์ , thaipublica

วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เตรียมการขนย้ายเฟอร์นิเจอร์เข้าคอนโด


ไม่ว่าจะย้ายเข้า หรือย้ายออก อย่างน้อยผู้เช่าหรือเจ้าของคอนโดต้องมีเฟอร์นิเจอร์ของตัวเองติดตัวไปด้วย เช่น โต๊ะทานอาหารตัวโปรด, เก้าอี้วินเทจ หรือโซฟามุมโปรด 
ทางเราเห็นความสำคัญของการขนย้ายเฟอร์นิเจอร์เข้า-ออกคอนโดมิเนียม เพื่อเตรียมห้องเข้าอยู่ใหม่หรือนำเฟอร์นิเจอร์บางชิ้นออกเมื่อผู้เช่าไม่ต้องการ 


ก่อนขนย้าย

หลังขนย้าย


เริ่มต้นที่การห่อหุ้มขาโต๊ะ เป็นส่วนที่จะกระทบกระเทือนมากที่สุดในการขนย้าย และเพื่อป้องกันรอยขีดข่วนบนพื้นไม้ลามิเนต/เอนจิเนียร์ โดยการเลือกใช้ พลาสติกกันกระแทก  (bubble plastic) หาซื้อได้ตามร้านเครื่องเขียน/สำนักงาน, กล่องกระดาษลัง, เชือกฟาง 



นัดหมายเวลาและสถานที่กับทีมขนย้ายในช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งการขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ในคอนโดจะมีเวลากำหนดไว้ เช่น ขนย้ายได้ช่วงวันธรรมดา จันทร์-ศุกร์ และเสาร์ ไม่เกิน 18.00 น. เป็นต้น  

จุดจอดรถขนย้าย สามารถจอดได้ชั่วคราว ฉะนั้นเจ้าของห้องหรือผู้เช่าควรเตรียมห่อหุ้มเฟอร์นิเจอร์ให้สะดวกในการขนย้าย เพื่อประหยัดเวลาและสะดวกรวดเร็ว 

ทีมขนย้าย กับขนาดรถกะบะ 4 ล้อ 


สำหรับบริการขนย้าย มียานพาหนะหลายแบบ ขึ้นอยู่กับจำนวนชิ้นและขนาดเฟอร์นิเจอร์ 
  • รถกะบะ ในระยะทางไม่เกิน 20 กิโลเมตร (ภายในกรุงเทพฯ)  เริ่มต้น 1,000 บาท 
  • ทีมงานขนย้าย คนละ 350 บาท  
  • ไม่รวมการห่อหุ้มเฟอร์นิเจอร์

สนใจติดต่อการขนย้ายเฟอร์นิเจอร์คอนโด 
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม
Call Property consultant : 086-3134409
Line : houseforliving
Email: threeplushome@gmail.com


วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559

คาดการณ์ 5 ทำเลที่น่าลงทุนคอนโดมือสองข้ามปี 2560

คาดการณ์ 5 ทำเลที่น่าลงทุนคอนโดมือสองข้ามปี 2560 



ถ้าจะพูดถึงการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เหล่ากูรูเห็นพ้องกันก็คือทำเล ทำล และทำเล ซึ่งนั่นก็สะท้อนภาพได้ชัดว่า"ทำเล"สำคัญจริงๆทำเลในกรุงเทพมหานครที่สามารถวางแผนการลงทุนทั้งในปัจจุบันและในอนาคตนั้นมีหลายทำเล ทำเลคอนโดมิเนียมที่น่าลงทุนในหลายทำเลฮอต !นันพบว่า คอนโดฯมือสองมีความน่าสนใจและเป็นโปรดักส์ดาวรุ่งไม่แพ้คอนโดฯมือหนึ่ง โดยฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ได้ระบุ 5 ทำเลทองตัวอย่างที่น่าสนใจมาฝากดังนี้   

1. ทำเลตามแนวถนนสุขุมวิทซอย 1 – 21 เป็นทำเลที่โครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ในช่วงหลังๆราคาขายสูงขึ้นทุกปี ทำให้โครงการที่สร้างเสร็จแล้วมีราคาขายสูงขึ้นด้วยอีกทั้งทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยสนใจซื้อโครงการที่สร้างเสร็จมากกว่าโครงการที่เปิดขายใหม่เพราะว่าราคาขายยังต่ำกว่า และสร้างเสร็จแล้วสามารถปล่อยเช่าต่อได้ทันที ผู้เช่าในบริเวณนี้ก็จะเน้นไปทางชาวต่างชาติมากกว่าคนไทย เพราะค่าเช่าอาจจะสูงเกินไป นอกจากนี้โครงการในบริเวณนี้ยังเป็นโครงการที่มีจำนวนยูนิตไม่มากนัก ทำให้ค่อนข้างเงียบสงบ และเป็นส่วนตัว   

2. ทำเลตามแนวถนนสุขุมวิทซอย 23 - 55 บริเวณนี้เป็นทำเลที่มีในปี2559จะมีโครงการคอนโดมิเนียมที่มีราคาขายสูงกว่า250,000 บาทต่อตารางเมตร(ตร.ม.)เปิดขายหลายโครงการทำให้โครงการเก่าที่สร้างเสร็จแล้วในบริเวณนี้ได้รับความสนใจขึ้นมาทันที เพราะว่าราคาขายในหลายโครงการยังไม่เกิน 200,000 บาทต่อตร.ม.แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแน่นอนในอนาคต อีกทั้งมีความต้องการเช่าจากชาวต่างชาติค่อนข้างมาก   

3. ตามแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่เปิดให้บริการแล้ว เช่น 
สถานีตลาดพลู แม้ว่าปัจจุบันจะมีโครงการคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จ และกำลังก่อสร้างหลายโครงการอยู่ในพื้นที่แต่ก็ยังมีความต้องการซื้อและเช่าอยู่ และโครงการอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ สถานีอื่นๆ ที่เลยไปก็มีราคาขายที่ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่สถานีตลาดพลูมีความเป็นชุมชน มีตลาดสด ศูนย์การค้า และสิ่งอำนวยความสะดวกหลายๆ อย่างที่เอื้อประโยชน์ให้กับคนที่ต้องการใช้ชีวิตในบริเวณนี้ อีกทั้งในปัจจุบันบริเวณนี้มีชาวต่างชาติเข้ามาอาศัยอยู่ค่อนข้างเยอะทั้งชาวเอเซียและชาวตะวันตกอีกทั้งมีคนไทยที่ต้องการที่อยู่อาศัยที่ใกล้เข้ามาจากบ้านที่ตนอาศัยอยู่ในชานเมืองจึงมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่เช่าคอนโดมิเนียมอยู่ในบริเวณนี้   
สถานีบางหว้า ที่ในอนาคตจะเป็นจุดตัดของเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและส่วนต่อขยายสาทร–บางหว้าโดยปัจจุบันมีคอนโดมิเนียมที่เปิดขายอยู่ไม่มากนักแต่ในอนาคตคาดว่าจะมีโครงการใหม่ๆ เปิดขายมากขึ้นแน่นอน เพราะเริ่มมีการปรับหน้าดินกันหลายแปลงแล้ว คอนโดมิเนียมในปัจจุบันที่สร้างเสร็จหลายโครงการมีคนพักอาศัยกันค่อนข้างมากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ     
สถานีท่าพระ สถานีที่ในอนาคตจะเป็นจุดตัดของเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินทั้งสองเส้นทาง ซึ่งจะทำให้สถานีนี้อาจจะมีความหนาแน่นมากกว่าสถานีอื่นๆ ในเส้นทางสายสีน้ำเงิน แม้ว่าในปัจจุบันอาจจะยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงมากนักมีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายไม่มากนัก แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในปี 2559 หรือในอนาคตอย่างแน่นอน   



4. ทำเลตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเหลืองเฉพาะช่วงที่ผ่านถนนลาดพร้าวเพราะยังเป็นเป็นทำเลที่ความต้องการที่อยู่อาศัยมีมากไม่ค่อยมีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายมากนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อีกทั้งมีความเป็นชุมชนและสิ่งอำนวยความสะดวกหลายอย่างที่เอื้อประโยชน์ในการใช้ชีวิตอยู่แล้วในปัจจุบันถ้ารถไฟฟ้าสายสีเหลืองมีความชัดเจนและเริ่มก่อสร้างในปี2559 ต้องมีผู้ประกอบการเข้าไปซื้อที่ดินเพิ่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมเพื่อเปิดขายแน่นอน   

5. ทำเลที่หาที่ดินมาทดแทนหรือจะไม่สามารถพัฒนาโครงการแบบนี้ได้อีกแล้ว เช่น ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบันมีน้อยลงมากและมีราคาแพงทำให้การที่จะพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมริมแม่น้ำเจ้าพระยาออกมาในอนาคตต้องมีต้นทุน และต้องขายในราคาที่สูงกว่าปัจจุบันมาก แต่ก็ไม่ใช่ทุกพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่น่าสนใจอาจจะมีแค่ในพื้นที่ที่อยู่ในแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเป็นหลักที่มีความน่าสนใจ ถ้าเป็นพื้นที่ที่อยู่ไกลออกไปอย่างในจังหวัดนนทบุรี หรือสมุทรปราการยังไม่ใช่ทำเลที่น่าสนใจในการลงทุน   คอนโดมิเนียม freehold รอบๆ สวนลุมพินี เป็นบริเวณที่หาโครงการคอนโดมิเนียมที่ขายแบบfreehold ได้ยากมากในปัจจุบัน และจะยากยิ่งขึ้นในอนาคตแม้ว่าราคาขายจะแพงขนาดไหนก็ตามแต่โครงการที่เปิดขายในพื้นที่รอบๆสวนลุมพินีจะขายหมดในเวลาไม่นานเพราะเป็นบริเวณที่ไม่มีที่ใดเหมือนอีกแล้วในกรุงเทพฯทั้งอยู่ใจกลางเมืองมีเส้นทางรถไฟฟ้า/รถไฟใต้ดินล้อมรอบและค่อนข้างเงียบสงบเป็นอีกหนึ่งบริเวณที่ชาวต่างชาตินิยมชมชอบในการเลือกพักอาศัยโดยเฉพาะชาวตะวันตก   




6. ทำเลรอบๆสถานีรถไฟฟ้า2–3สถานีจากสถานีศูนย์วัฒนธรรมตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีส้ม เพราะเป็นบริเวณที่มีความพร้อมอยู่แล้วในปัจจับน ถ้าเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีส้มมีความขัดเจนมากขึ้นและเริ่มลงมือก่อสร้างจะเป็นอีกทำเลที่น่าสนใจทั้งในการลงทุนพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมและในการลงทุนซื้อคอนโดฯเพื่อปล่อยเช่าหรือเก็งกำไรในระยะสั้นเนื่องจากเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีส้มจะช่วยทำให้เกิดทำเลที่น่าสนใจมากขึ้นในอนาคต   ตลาดคอนโดฯยังคงมีความน่าสนใจอยู่โดยเฉพาะตลาดที่มีราคาขายต่ำกว่า200,000บาทต่อตร.ม.ทั้งนี้เพราะว่าโครงการใหม่ที่เปิดขายในเขตกรุงเทพฯชั้นในนั้นราคาสูงเกินกว่า 200,000 บาทต่อตร.ม.ไปแล้วแต่โครางการเก่าๆ ที่ยังขายไม่เกิน 200,000 บาทต่อตร.ม.ยังพอหาได้อยู่ และน่าสนใจในการลงทุนทั้งปล่อยเช่า  ...ทั้ง 5ทำเลข้างต้นเชื่อว่าจะยังคงได้รับความสนใจข้ามปี 2560 

*การลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ * 

source : prop2morrow
See more at: http://www.prop2morrow.com/home/news/866#sthash.ea6kRdOv.dpuf

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

มาดูกันว่ารายได้เพียงพอกับรายจ่ายหรือไม่ และออมเงินกันอย่างไร



'ออมสิน'ชี้ฐานรากดีขึ้น พบ58%ไร้เงินออม-หวังรัฐกระตุ้นเพิ่ม


ธนาคารออมสิน สำรวจดัชนีความเชื่อเศรษฐกิจฐานราก (gsi) จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาททั่วประเทศ จำนวน 1,526 ราย


สำหรับไตรมาส 3 ปี 2559 ระบุมีสัญญาณที่ดีขึ้นจากไตรมาส 2/59 โดยเชื่อมั่นรัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นช่วงปลายปีนี้ ขณะท่ี่สำรวจพบกว่า 58%ไม่มีเงินออม พร้อมเรียกร้องรัฐบาลดูแลราคาสินค้าที่จำเป็น  รวมทั้งหาอาชีพเสริมและเพิ่มสวัสดิการให้ผู้มีรายได้น้อย
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานราก (gsi) ประจำไตรมาส 3 ปี 2559 พบว่า ส่งสัญญาณดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 49.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 2 ปี 2559 ที่อยู่ระดับ 44.1 


โดยประชาชนระดับฐานรากรู้สึกว่ามีความมั่นใจในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในอนาคตว่าจะปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับการคาดหวังว่ารัฐบาลจะเน้นการใช้จ่ายเพื่อ การลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี จึงทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานรากปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบใกล้เคียงปกติ (ระดับ 50)
      “การที่ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานรากต่อสถานการณ์ใน 6 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 45.9 ใน ไตรมาสที่ 2 ปี 2559 มาอยู่ที่ระดับ 51.8 ในไตรมาสที่ 3 ปี 2559 สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนระดับฐานรากส่วนใหญ่ มีความมั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจในช่วง6 เดือนข้างหน้าในระดับที่ดี เนื่องจากคาดหวังว่ารัฐบาลจะเน้นการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี"
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาดัชนีความเชื่อมั่นใน ด้านต่างๆ เทียบกับไตรมาสที่ 2 ปี 2559 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการจับจ่ายใช้สอย การหารายได้ การออม ภาวะเศรษฐกิจ และการหางานทำ ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนด้านภาระหนี้สินปรับตัวลดลง
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจ และเศรษฐกิจฐานราก คาดการณ์ว่าการบริโภคของภาคประชาชนน่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น เนื่องจากการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญและเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวดีขึ้นเป็นลำดับ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของการบริโภคน่าจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี 2560 เป็นต้นไป ถ้าสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกคลี่คลายลง และประสิทธิภาพของการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยฯ ยังได้สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมและทัศนคติเกี่ยวกับการใช้จ่ายของประชาชนระดับฐานราก โดยเมื่อสอบถามถึงลักษณะของรายได้หลักในปัจจุบัน จากการสำรวจ พบว่า เกินกว่าครึ่ง หรือ 60.9% ได้รับรายได้เป็นรายเดือน รองลงมา 19.9% ได้รับรายได้ไม่แน่นอน ได้รับรายได้แบบเป็นรายวัน 17%  และรายสัปดาห์ 1.9%
ในส่วนของความถี่ในการรับรายได้หลัก พบว่าส่วนใหญ่ 79% ได้รับรายได้สม่ำเสมอตลอดทั้งปี ได้รับเมื่อมีผู้มาจ้าง18.8% และได้รับตามฤดูกาล โดยเฉลี่ยปีละ 2-3 ครั้ง 2.2% 
 ทั้งนี้ แหล่งที่มาของรายได้หลัก 3 อันดับแรก คือ
  1. รายได้ที่เป็นเงินค่าจ้าง 52.5%   
  2. จากการค้าขาย 29.2% และ 
  3. จากการรับจ้างไม่ประจำ 11.3%
สำหรับในส่วนของพฤติกรรมการออม จากการสำรวจ พบว่า เกินกว่าครึ่งหรือ 58.4% ไม่มีการออม ส่วนอีก 41.6% มีการเก็บออม โดยอัตราการออมเฉลี่ยอยู่ที่ 15.4%  ของรายได้ 
เมื่อถามถึงการทำบัญชี รายรับ-รายจ่าย พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 72.1% ไม่มีการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และ มีเพียง 27.9% ที่มีการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และเมื่อสอบถามถึงการเป็นสมาชิกกองทุนที่เกี่ยวกับการออม พบว่า ครึ่งหนึ่ง หรือ 51.3% ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุน ใดเลย ส่วนกองทุนที่เป็นสมาชิกมากที่สุด คือ กองทุนประกันสังคม 37.3%
เมื่อถามถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายในปัจจุบัน จากการสำรวจ พบว่า 61.9% มีรายได้เพียงพอกับรายจ่าย ส่วนอีก 38.1% มีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย โดยพฤติกรรมการใช้จ่าย 4 อันดับแรกคือ ค่าอาหารและเครื่องดื่ม 30.3% ค่าที่อยู่อาศัย 18.5% ค่าสาธารณูปโภค 13.4% และค่าเดินทาง 11.4%
ทั้งนี้ เมื่อสอบถามวิธีการแก้ไข กรณีที่รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย 4 อันดับแรก คือ ลดค่าใช้จ่าย ,หารายได้เสริม, กู้ยืมนอกระบบ,และกู้ยืมในระบบ โดยวิธี การลดค่าใช้จ่าย 3 อันดับแรก คือ ค่าใช้จ่ายที่มาจากอาหารและเครื่องดื่ม 28.2% ค่าไฟฟ้า/ ค่าน้ำ 15.2% และค่าเดินทาง 12.1%
 ผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการให้รัฐบาลดำเนิน การช่วยเหลือในเรื่องของการเพิ่มรายได้/ลดค่าใช้จ่าย จากการสำรวจ พบว่า 3 อันดับแรกที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยดำเนินการ คือ ควบคุมราคาสินค้าจำเป็น 39.4% การหาอาชีพเสริมให้ 27% และการให้สวัสดิการแก่ผู้มีรายได้น้อย 13.8%
  สำหรับพฤติกรรม การใช้จ่ายบางส่วนมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย และมีวิธีการแก้ไขปัญหาโดยการลดค่าใช้จ่าย การหารายได้เสริม และการกู้ยืมใน/นอกระบบ ในขณะที่สถาบันการเงินอย่างธนาคารออมสินก็พร้อมให้ความช่วยเหลือลูกค้าด้วยวิธีการปรับตารางเวลาการผ่อนชำระหนี้สินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และกำหนดมาตรการผ่อนปรนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ รวมทั้งสนับสนุนและให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้มีรายได้น้อยเพื่อสร้างวินัยในการใช้จ่าย     
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

KLASS Silom, คอนโดให้เช่า 1ห้องนอน 35ตรม. BTS ศาลาแดง

KLASS Silom 

คอนโดมิเนียมในย่านออฟฟิศถนนสาทร-สีลม ใกล้ทางด่วนและรถไฟฟ้า BTS ศาลาแดง
ที่ตั้ง : ติดถนนสีลม 3 , เชื่อมต่อสาทร BTS ช่องนนทรี 







Google map 
GPS : 13.72557, 100.53142




ผู้พัฒนาโครงการ :  พิพัฒน์ แอสเสท 
อาคารพักอาศัยสูง 8 ชั้น  จำนวน 1 อาคาร 
พื้นที่โครงการ     1 ไร่ 41 ตารางวา
จำนวนยูนิตทั้งหมด   176 ยูนิต 
พื้นที่จอดรถ  30% 
สิ่งอำนวยความสะดวก
  • ระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง , กล้องวงจรปิด CCTV, รปภ, แม่บ้านอาคาร
  • สำนักงานนิติบุคคล, ทางออกฉุกเฉิน , Video call 
  • ที่จอดรถ (ชั้นใต้ดิน )  , ลิฟต์x2  
  • สระว่ายน้ำระบบเกลือ, ห้องออกกำลังกาย, ที่นอนอาบแดด, มีบริการอินเตอร์เนต , ล็อบบี้






แบบแปลนห้อง



ภาพห้องจริง















วิวจากในห้อง ทิศตะวันออก ชั้นที่ 8



ให้เช่าห้องชุดรายเดือน (สัญญาเช่า 1ปี) 

  • ขนาดห้อง  33 ตารางเมตร , ชั้นที่ 8 , ทิศตะวันออก, วิวโล่ง อากาศถ่ายเท 
  • แบบ 1 นอน, 1 ห้องน้ำ , ห้องครัวมีเคาน์เตอร์ครัว (อ่างล้างจาน), ระเบียง , ผ้าม่าน
  • โทรทัศน์, เครื่องปรับอากาศ, ตู้เย็น, เครื่องทำน้ำอุ่น, เตาไฟฟ้า, เครื่องดูดควัน, ไมโครเวฟ
  • เตียงนอนขนาด 5 ฟุต,  โต๊ะข้างเตียง, โต๊ะเครื่องแป้ง, ตู้เสื้อผ้า, โซฟา, ชั้นวางโทรทัศน์, ชุดโต๊ะทานอาหาร, ตู้ใส่รองเท้า 
  • สัญญาเช่า 1 ปี 
  • เงินประกันค่าห้องชุดและเฟอร์นิเจอร์ภายใน  52,000 บาท 
  • ค่าเช่าล่วงหน้า 1 เดือน 
  • งดการเลี้ยงสัตว์ภายในห้องและอาคารชุด 
  • งดส่งเสียงรบกวนเพื่อนบ้าน 
  • งดการสูบบุหรี่ในห้องชุด 
  • ปฏิบัติตามกฎระเบียบของอาคารชุด ออกโดยนิติบุคคล 

ราคาเช่า   26,000 บาท/เดือน ( เฉพาะค่าห้องและเฟอร์นิเจอร์) 



ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม
เบอร์โทร. 086-3134409
LINE ID : houseforliving
Email: threeplushome@gmail.com
Facebook page : https://www.facebook.com/DebesteCondoBKK/

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ลงทุนคอนโดย่านทองหล่อ กำไรพุ่ง 13% ต่อปี




พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เผยผลสำรวจ อสังหาริมทรัพย์ในซอยทองหล่อความต้องการพุ่งแรงเหลือขายไม่ถึง 5% เหตุพื้นที่พัฒนาโครงการใหม่เริ่มมีจำกัด แต่เป็นทำเลศักยภาพ ใกล้ศูนย์กลางธุรกิจ แหล่งช้อปปิ้ง และการคมนาคมสะดวก ส่งผลราคาขายต่อพุ่งแรง คอนโดมิเนียมราคาเพิ่มเฉลี่ยปีละ 13% ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ส่วนตลาดปล่อยเช่าคึกคักผลตอบแทนสูง 5% ต่อปี เหตุตอบโจทย์ความต้องการของชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น อเมริกา และเกาหลีใต้ ส่งผลทำเลทองหล่อขึ้นแท่นทำเลระดับท็อปตลอดกาล





นายอนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานบริหารสินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่า แม้ทำเลทองหล่อจะถือเป็นทำเลที่มีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดใหม่จำนวนไม่มาก เนื่องจากมีความจำกัดในด้านพื้นที่ ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมามีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นปีละไม่เกิน 2 โครงการ บางปีไม่มีโครงการใหม่เลย ซึ่งจากการสำรวจพบว่าในเส้นทองหล่อปากซอยถึงท้ายซอยยังคงมีความต้องการที่อยู่อาศัยระดับ Super Luxury ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันในย่านทองหล่อ จำนวนอุปทานโครงการ High Rise มีรวมกว่า 1,800 ยูนิต ซึ่งเหลือขายเพียง 35 ยูนิต แต่จะมีโครงการที่เปิดขายในไตรมาส 4/2559 อีก 423 ยูนิต ส่วนราคาขายเฉลี่ยโครงการ High Rise ล่าสุดอยู่ที่ 300,000 บาทต่อตารางเมตร นอกจากนี้ยังพบว่าราคาคอนโดมิเนียมรีเซลที่ถูกนำกลับมาขายใหม่บางโครงการราคาปรับขึ้นจากวันเปิดตัว ถึง 80% เช่น โครงการควอทโทร บาย แสนสิริ (Quattro by Sansiri) และเอช คิว ทองหล่อ (HQ Thonglor)

สำหรับตลาดเช่าพบว่าผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Rental Yield) อยู่ในระดับที่ดี ล่าสุด Rental Yield อยู่ที่ 5% ต่อปี โดยได้อุปสงค์จากคนญี่ปุ่นมากสุดถึง 70% จากจำนวนห้องที่ปล่อยเช่า รองลงมาคือชาวอเมริกา เกาหลีใต้ และไทย เป็นต้น ซึ่งรูปแบบห้องที่นิยมมากที่สุดคือ 1 ห้องนอน ขนาด 50-55 ตารางเมตร ค่าเช่า 50,000-60,000 บาทต่อเดือน และ 2 ห้องนอนขนาด 75-85 ตารางเมตร ในราคา ค่าเช่า 65,000-85,000 บาทต่อเดือน หรือเฉลี่ย 1,000 บาทต่อตารางเมตร ดังนั้นหากจะกล่าวว่าทำเลทองหล่อเป็นทำเลที่ทั้งผู้ซื้อและผู้เช่าชาวต่างชาติต่างสนใจอยากถือครองและเข้าพักอาศัยเป็นอันดับต้นๆ ก็ว่าได้ เพราะด้วยศักยภาพของที่อยู่ในย่านใจกลางเมือง เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงมูลค่าอสังหาฯ ที่ยิ่งถือครองยิ่งเพิ่มมูลค่ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง


HQ Thonglor , condominium by Sansiri


ทั้งนี้ทองหล่อถือว่าเป็นทำเลคุณภาพใจกลางเมืองบนถนนสุขุมวิทตอนต้น แวดล้อมไปด้วยร้านค้า ร้านอาหารหลากหลายรูปแบบ ที่ไม่เพียงเป็นสถานที่ฮอตฮิตสำหรับออกมาแฮงเอ้าท์อย่างเดียวเท่านั้น แต่ด้วยความเป็นพื้นที่ใกล้เคียงศูนย์กลางธุรกิจ และเส้นทางคมนาคมที่สะดวกสบาย โดยมีคอมมูนิตี้มอลล์ใหม่เปิดตัวมาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับดีมานด์ของผู้พักอาศัยในละแวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยของ J Avenue และ Market Place ไปจนถึงที่เปิดใหม่ล่าสุดอย่าง The Common ทองหล่อ, Maze ทองหล่อ และ 72 Courtyard ที่สร้างความคึกคัก และดึงดูดแก่ย่านที่ไม่เคยหลับไหลอย่างทองหล่อได้เป็นอย่างดี


J Avenue, Thonglor



Market Place, Thonglor



The Common, Thonglor 


72 Courtyard 


เพราะความครบครันในการใช้ชีวิตแบบพรีเมี่ยม ส่งผลให้อสังหาฯ ในพื้นที่นี้ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะมีข้อจำกัดด้านที่ดินสำหรับการพัฒนาที่เหลือน้อยเต็มที ทั้งในพื้นที่ทองหล่อที่หาทำเลดีได้ยากขึ้น และราคาที่ดินมีการปรับตัวสูง อุปทานในพื้นที่ทองหล่อปัจจุบันจึงมีไม่มากนัก ซึ่งพบว่ามีโครงการ High Rise เปิดขายเพียง 1 โครงการ ราคาขายเฉลี่ยสูงถึง 300,000 บาทต่อตารางเมตร ส่วนโครงการอื่นปิดการขายได้หมดแล้ว จึงเป็นเหตุผลให้อสังหาริมทรัพย์ในย่านนี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแม้ราคาอสังหาริมทรัพย์ย่านนี้จะแพงขึ้น แต่ก็มีความต้องในกลุ่มคนระดับบนอยู่ตลอดเวลา ทั้งจากกลุ่มชาวไทยและต่างชาติ และที่ดินในย่านทองหล่อยังเป็นที่ต้องการของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเห็นได้จากมีการซื้อที่ดินหลายๆ แปลง ในราคาสูงเพื่อนำมาพัฒนาเป็นคอนโดนมิเนียมระดับซุปเปอร์ลักซ์ชั่วรี่ อาทิ โครงการ เทลล่า ทองหล่อ (Tela Thonglor) ตารางวาละ 1,100,000 บาท, เดอะแบงค็อก ทองหล่อ (The Bangkok Thonglor) ตารางวาละ 2,000,000 บาท, ลาวีค สุขุมวิท 57 (LAVIQ Sukhumvit 57) ตารางวาละ 1,200,000 บาท และ บีทนิค (BEATNIQ) ตารางวาละ 1,300,000 บาท


Tela Thonglor by Kasorn property 

Khun by You ( inspired by Starck ) by Sansiri

The Bangkok Thonglor by LH


"ถึงแม้ว่าราคาจะแพงขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่ก็ยังมีอัตราดูดซับสูง และจากการสำรวจคอนโดมิเนียมที่ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ บริหารอยู่พบว่าภาพรวมมีความหนาแน่นโดยเฉลี่ยประมาณ 80% จึงถือว่าทองหล่อเป็นทำเลที่คุ้มค่ากับการลงทุนอย่างแน่นอน" นายอนุกูล กล่าว

ที่มา : http://www.ryt9.com/s/prg/2530348



บทความที่เกี่ยวข้องและน่าสนใจ 

The Clover Thonglo, รถไฟฟ้าBTS ทองหล่อ คอนโดให้เช่า1ห้องนอน

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทบาทเครดิตบูโรและประสิทธิภาพเศรษฐกิจ



นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชนว่า วิทยากรบรรยายในที่สาธารณะท่านหนึ่งยื่นเอกสารต่อฝ่ายกงสุลประจำสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เพื่อขอวีซ่าเข้าสหรัฐอเมริกาแล้วพบว่าไม่ผ่านการพิจารณาด้วยหลักฐานทางการเงินไม่น่าเชื่อถือหรือไม่เพียงพอ เนื่องจากไม่ได้ทำงานประจำ นอกจากนี้เพิ่งทราบว่ามีชื่อติดเครดิตบูโร จากการที่ไปร่วมกับเพื่อนซื้ออาคารและถอนตัวออกมา คนที่รับช่วงอาจมีปัญหาในการผ่อนจึงทำให้ติดเครดิตบูโรและมีชื่อไปเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นการที่เจ้าหน้าที่กงสุลสหรัฐฯ ไม่อนุมัติวีซ่าเนื่องจากพิจารณาตามหลักเกณฑ์การอนุมัติที่กำหนดไว้ 


นายสุรพล กล่าวว่า ทางเครดิตบูโรไม่ได้นิ่งนอนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และทีมงานได้ติดต่อไปยังวิทยากรดังกล่าวเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เครดิตบูโรไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเอกสารการยื่นขอวีซ่า เนื่องจากการขอวีซ่าของสหรัฐอเมริกานั้นไม่ต้องยื่นหลักฐานแสดงรายงานข้อมูลเครดิตหรือรายงานเครดิตบูโร การพิจารณาให้ผู้ขอยื่นวีซ่าของสหรัฐอเมริกาจะมุ่งเน้นหลักฐานที่แสดงความผูกพันกับประเทศที่ผู้ขอวีซ่าที่ถือสัญชาติอยู่ หลักฐานแสดงความผูกพัน ได้แก่ เอกสารรับรองการทำงาน เอกสารทางการเงิน (รายละเอียดบัญชี) เอกสารรับรองทางการศึกษา
“เครดิตบูโรมีหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลเครดิต ซึ่งมีทั้งประวัติการชำระหนี้ที่ดีและไม่ดี ตามที่สถาบันการเงินหรือบริษัทที่เป็นสมาชิกส่งให้เท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่ขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) หรือติดเครดิตบูโร อย่างที่เข้าใจผิดกัน ในเครดิตบูโรไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่า Blacklist หรือติดเครดิตบูโร แต่อย่างใดทั้งสิ้น จริงๆ แล้ว Blacklist หรือติดเครดิตบูโร คือความรู้สึกของตัวเราเองกับสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่เป็นผลร้าย สิ่งที่เป็นผลเสียต่อตัวเรา ตัวเราเองไม่อยากให้ใครเขารู้-เขาเห็น ยิ่งเป็นคนที่เรากำลังพิจารณาเรื่องของเรา คนที่กำลังพิจารณาว่าจะให้-ไม่ให้อะไรที่เราขอ คนที่กำลังพิจารณาให้คุณ-ให้โทษกับเรา สิ่งที่เป็นผลเสียนี้อาจเป็นสิ่งที่ทำเองในอดีตจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม”นายสุรพล กล่าว



นายสุรพล กล่าวว่า เพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยซึ่งตรงกับแนวทางและแนวนโยบายของเครดิตบูโร มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเครดิตบูโร รวมถึงการสร้างเสริมวินัยทางการเงินแก่สาธารณชนกรณีดังกล่าวถือเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ที่มีความประสงค์จะทำธุรกิจหรือจำเป็นต้องมีการกู้ร่วมกับบุคคลอื่น ซึ่งวินัยทางการเงินนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่มิควรละเลย หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเครดิตบูโร สามารถสอบถามหรือขอรับคำปรึกษาได้ที่ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ให้บริการปรึกษาเกี่ยวกับข้อมูลประวัติสินเชื่อผ่าน Call Center 0-2643-1250 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-17.30 น. หรือ เมล consumer@ncb.co.th หรือดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.ncb.co.th

รายงานโดย  นาตยา  เอนกธนะเศรษฐ์   สำนักข่าวทีนิวส์